อยากจะถามคิดเห็นเพื่อนๆ ทุกคนนะครับว่าทำอย่างไรหรือมีความเห็นเช่นไรถ้าเหตุการณ์ แบบนี้มันเกิดขึ้นกับตัวคุณเอง
(ต้องขอภัยด้วยถ้าภาษาเขียนมันดูวนๆไปมา หรือทำให้งง เพิ่งจะได้เขียนเพื่อระบายความรู้สึกเป็นครั้งแรก)
เหตุการณ์มันมีอยู่ว่า เรากับแฟนเพิ่งจะคบกันได้ประมาณสองเดือนกำลังจะเข้าสามเดือนแล้ว ในช่วงแรกๆมันก็ดีซึ่งเข้าใจว่า เป็นช่วงโปรโมทชั่น อะไรๆก็ถวายให้หมด... จากนั้นประมาณเข้าสัปดาห์ที่สามที่เราอยู่ด้วย ธาตุแท้ของแต่ละคน มันคงจะออกกันมาให้เห็นเป็นระยะๆ ซึ่งเราเป็นคนขี้หงุดหงิด จุกจิกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งเขาก็มักจะทำอะไรให้ไม่สบายใจอยู่เรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น เขาไม่ชอบอาบน้ำ กลับมาจากทำงาน กินข้าวเสร็จก็จะนอนเลย พอเรียกให้ไปอาบน้ำก็จะอ้างว่า อาบมาแล้วจากที่ทำงาน บางทีเราปลุกเขาให้ไปทำงาน (เขาทำงานโรงแรมต้องเข้าเป็นรอบ) เขาก็จะตะคอกเราบ้าง แล้วหงุดหงิด ทั้งที่เขาบอกเองว่าให้ปลุก สุดท้ายก็นอนต่อ จนไม่ได้ทำงาน เด็ดสุดคือ+++ เวลาเขาอยากจะมีอะไรด้วย พอเราจับไปแล้วเจอแตงเหม็น แตงเน่า ( ไม่ได้ล้างน้องน้อย) เราอารมณ์เสียมากทั้งๆ ที่มาถึงจุดพีคแล้วแท้ๆ แต่ไปได้ไม่สุดฝัน ก็มันสกปรกใครจะกล้าไปลิ้มรสแตงดุ้นนั่น??? พอเราบอกให้ล้างทำความสะอาด เขาก็ว่าเราว่า เรื่องมาก เรื่องเยอะ ซึ่งบางทีเราก็มานั่งคิดเองว่า เรายุ่งเรื่องชีวิตเขา จุกจิกกับเขามากไปหรือเปล่า สุดท้ายก็ได้แต่บอกกับตัวเองว่า ให้เราปรับตัวเอง เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนใครได่ แต่เราปรับเข้าหากันได้ จากนั้นเราเลย พูดกับเขาตรงๆ ไปเลยในทุกเรื่องที่เราไม่ชอบใจ แต่เขากลับเงียบไม่ได้แสดงความเก้นของเขาเองเลย....
หลังจากนั้น เขาก็จะตั้งทำงานสองที่ คือเป็นพาร์ทไทม์ของห้องอาหาร แล้วเข้ารอบดึกของที่โรงแรม นี่คงเป็นช่วงที่เราเริ่มห่างกัน...
ซึ่งเขาจะไม่ค่อยได้กลับมานอนห้อง (เขาสามรถนอนห้องเบรกที่ทำงานได้) เพราะ เขาจะเริ่มเข้างานห้องอาหาร สามโมงเย็นถึงห้าทุ่ม แล้วจากห้าทุ่มถึงเจ็ดโมงเช้า ซึ่งแรกเราก็จะไปรับไปส่งเขาตลอด แต่หลังๆ มาเราก็ล้าก็เพลียเพราะเราทำงานรอบดึก(ควบรอบ.. หกโมงเย็นถึงตีสาม) ซึ่งหกโมงต้องตื่นไปรับ แล้วสามโมงต้องไปส่ง แล้วทำแบบนี้มาเป็นสัปดาห์ เราก็เลยให้เขายืมรถเพื่อนที่กลับห้อง ซึ่งบางทีเขาก็งอนเราในเรื่องนี้ แต่พูดกันเขาก็เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งเราสองคนไม่มีอะไรกันเลยเพราะเรื่องของแตงเน่า ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน มาจนถึงตุลา เป็นเวลาสามสัปดาห็กว่า ซึ่งนั้นก็เป็นช่วงที่เขาไม่กลับห้องเช่นกัน สุดท้ายเราสงสัยว่า เพราะอะไรถึงไม่อยากมีอะไรกันทั้งๆที่ แรกๆ ขยันมากกับเรื่องนี้ พอนั่งคิดเพราะตัวเราเรื่องมากหรือเปล่า แต่นั่นมันคือเรื่องความสะอาด มันจำเป็น... เราทะเลาะกันมากขึ้นแทบทุกวันเพราะ เราระแวงว่าเขามีคนอื่นในช่วงที่เขาไม่กลับห้อง.. แต่ทุกครั้งที่ไปที่ทำงานเขาก็จะเห็นเขาอยู่ที่ทำงานตลอดไม่ไปไหน ( แต่ใครจะรู้ว่า เขาเรียกใครมาหา หรือแอบไปหาใคร ตอนเรากลับแล้วหรือเปล่า ( เขาจะรู้เวลาเข้างานเลิกงานของเรา) นั้นคือสิ่งเราค่อยระแวง) สุดท้ายเราคุยกับเขาเรื่องนี้อีกครั้ง ซึ่งเขาบอกไม่มีใคร ไม่ได้ไปทำกับใครทั้งนั้น แต่เขาไม่อยากกับเราเพราะทะเลาะกันบ่อย
คำถามคือ แล้วไปทำยังไงถ้าเกิดความต้องการ สามสัปดาห์มันนานมากนะ เขาบอกเขาช่วยตัวเอง
คำถามต่อมาคือ แล้วทำในห้องน้ำที่ทำงานนี่อ่ะนะ เขาตอบเลี่ยงประเด็นแล้วอารมณ์เสียเปลี่ยนเรื่องคุยไปเลย
จากนั้นเราเลยจัดกันในวันนั้น แต่ที่แปลกใจคือ ทำไมน้ำมันน้อยจัง ซึ่งจากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นเวลา 15 วันแล้วที่ไม่อะไรกัน...
พีค พีค.....
เราไปเจออุปกรณ์เล่นยาไอซ์ ซึ่งมันเป็นอะไรที่ดูโปรมาก (มันทำเองนะ คิดว่า? เป็นขวดพลาสติก หลอดไฟตะเกียบถูกตัดออกหนึ่งห่วง ซึ่งมันถูกเชื่อมต่อมาอย่างดี ประมาณนี้) ซึ่งพอเราเจอแล้วเรามือไม้สั่น อยู่ไม่สุข ไม่ได้ดัดจริตแต่อย่างใด แต่ในชีวิตไม่เคยเลยจริงๆ กับเรื่องพวกนี้ ยิ่งคนใกล้ตัวแล้วไม่มีใครเล่นของพวกนี้ แต่ที่รู้เพราะเห็นในเน็ทมันก้มีเยอะ คิดในใจเลยว่าเลิกแน่ๆ ไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยงคุกเสี่ยงตาราง พยายามสงบใจ ณ เวลานั้น ขับรถมาทำงาน แต่พอคุยปรึกษากับเพื่อน ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เอาของนั้นไปคืนเขาซะ แล้วก็เลิกไปเลยกับคนแบบนี้ มันไม่คุ้มกัน วันดีคืนร้าย ดวงซวย พี่ตั้ม (ตำรวจ) มาขอตรวจรถตรวจฉี่ แล้วเจอจะทำยังไง ซึ่งเราก็เห็นว่ามันมีเหตุผลบนฐานความเป็นจริงอยู่ จึงกลับห้องเลย เอากระเป๋าไปคืนเขาแล้วก็ขอเลิกไปเลย...
เขาก็แสดงบทโลกสวย บอกเราว่าจะเอาไปทิ้งแล้วแต่ไม่มีโอกาสจะทิ้ง ( ทิ้งของหร๋อนั้น อุปกรณ์พร้อม ครบครัน ขาดแค่ยาที่เล่นมากกว่า) เราไม่ฟังอะำรที่เขาจะอธิบายแล้วในเวลานั้น พูดคำดียวว่า ฉันขอเคลียร์เรื่องเรื่องเดียว จะทิ้งไม่ทิ้งไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นคือ เล่นยา ซึ่งเราไม่เอาด้วย... แล้วเราก็กลับมาเลย โดยทิ้งให้เขายืนอยู่ตรงนั้นหน้าที่ทำงานเขา
จากนั้นเรามานั่งประมวลผลทุกๆเรื่องที่เขาไม่ค่อยกลับห้อง อ้างทำงาน นอนห้องเบรก เพราะเขาอยู่กับสิ่งนี้มาตลอด และที่ไม่มีอะไรด้วยกัน อาจจะเพราะเขาอาจจะไปเล่นกับพวกคนที่เขาเล่นด้วย (มั่วกันในวง)หรือเปล่า สรุปเราถามเขาทุกเรื่องที่สงสัย
คำตอบคือ 1. เล่นมานานหรือยัง ? เพิ่งจะเริ่มเล่นปลายเดือนกันยา เพื่อนชวนเห็นว่าทำงานหนักกลัวไม่ไหว
2. อุปกรณ์ใครเป็นคนทำ ? เพื่อนทำให้ (กูไม่เชื่อ คิดในใจ)
3. เราคนเดียวกับใคร? ไม่มีใคร เล่ยคนเดียว (กูไม่เชื่อ พวกเล่นยานี้ ตัวคันเลย ร้อยทั้งร้อย อันนี้รู้จากเน็ทที่เขาเล่นกันแล้วมักจะชวนกันมาทำสิ่งนี้ พวกแอ็พหาคู่
จากนั้นเราก็ไม่ฟังความจริงที่

ของเขาอีกแล้ว เราเลยบอกให้เขาย้ายของออกจากห้องเราเดือนหน้า (ธันวาคมที่จะถึงนี้) แต่ทุกวันนี้ก็อยู่ด้วยกันเหมือนที่เคยเป็นมา... เพราะ ก่อนหน้านี้สภาพที่เป็นอยู่มันไม่ต่างอะไรกับคนสองคนที่รู้จักกันอยู่ด้วย ไม่ใช่เพื่อน มีเพียงแค่สถานะที่เรียกว่าแฟน เพื่อจะอยู่ด้วยกัน นอนเตียงเดียวกัน ไม่มีอะไรกัน ไม่มีการเอาใจใส่กันเลยแม้แต่น้อย (ละเอียดมันเยอะ เพราะเราคิดเยอะ)
ซึ่งตอนนี้ เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำทุกอย่างปกติ พยายามกลับห้องทุกวัน พยายามทำตัวให้เราเห็นว่า เขาไม่ไปเล่น เขาไม่มีใคร (แต่เราไม่เชื่อ) แต่ความรู้สึกเรามันขัดแย้งมาก สับสนไปหมด ระหว่าง เลือกความถูกต้องแต่ไม่ถูกใจ หรือจะเอาแค่ถูกใจก็ต้องอยู่กับคำว่า ระแวงต่อไป จริงๆ แล้วเราก็มีคำตอบว่า ไม่เอาแล้วกับคนแบบนี้ แต่บางทีคำว่าอภัย ไม่เป็นไร ให้โอกาส มักจะมาเสมอๆ ทุกครั้งที่เขาพยายามทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม จนบางทีเกือบลืมไปว่าสิ่งนี้มารุนแรงนะถ้าเกิดถูกจับ ถึงไม่เล่นกับเขาแต่โดนกับด้วยเช่นกัน
คำถาม.... ควรจะทำยังไงดีกับเคสนี้ ควรอภัย แล้วเริ่มต้นใหม่ หรือ หยุด แล้วเริ่มต้นชีวิตโสดอีกครั้ง
เล่าน้ำซะเยอะเลย เนื้อๆ มีนิดเดียว ขอโทษทุกท่านด้วยนะครับ แต่อยากขอความเห็นจากหลายๆคนที่ผ่านอะไรแบบนี้ หรือมีเรื่องราวใกล้เคียงมาแชร์ เพื่อจะได้ในหลายๆ แง่มุม ขอบคุณอีกครั้งนะครับ
จะเลิกหรือให้ทำใจยอมรับ
(ต้องขอภัยด้วยถ้าภาษาเขียนมันดูวนๆไปมา หรือทำให้งง เพิ่งจะได้เขียนเพื่อระบายความรู้สึกเป็นครั้งแรก)
เหตุการณ์มันมีอยู่ว่า เรากับแฟนเพิ่งจะคบกันได้ประมาณสองเดือนกำลังจะเข้าสามเดือนแล้ว ในช่วงแรกๆมันก็ดีซึ่งเข้าใจว่า เป็นช่วงโปรโมทชั่น อะไรๆก็ถวายให้หมด... จากนั้นประมาณเข้าสัปดาห์ที่สามที่เราอยู่ด้วย ธาตุแท้ของแต่ละคน มันคงจะออกกันมาให้เห็นเป็นระยะๆ ซึ่งเราเป็นคนขี้หงุดหงิด จุกจิกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งเขาก็มักจะทำอะไรให้ไม่สบายใจอยู่เรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น เขาไม่ชอบอาบน้ำ กลับมาจากทำงาน กินข้าวเสร็จก็จะนอนเลย พอเรียกให้ไปอาบน้ำก็จะอ้างว่า อาบมาแล้วจากที่ทำงาน บางทีเราปลุกเขาให้ไปทำงาน (เขาทำงานโรงแรมต้องเข้าเป็นรอบ) เขาก็จะตะคอกเราบ้าง แล้วหงุดหงิด ทั้งที่เขาบอกเองว่าให้ปลุก สุดท้ายก็นอนต่อ จนไม่ได้ทำงาน เด็ดสุดคือ+++ เวลาเขาอยากจะมีอะไรด้วย พอเราจับไปแล้วเจอแตงเหม็น แตงเน่า ( ไม่ได้ล้างน้องน้อย) เราอารมณ์เสียมากทั้งๆ ที่มาถึงจุดพีคแล้วแท้ๆ แต่ไปได้ไม่สุดฝัน ก็มันสกปรกใครจะกล้าไปลิ้มรสแตงดุ้นนั่น??? พอเราบอกให้ล้างทำความสะอาด เขาก็ว่าเราว่า เรื่องมาก เรื่องเยอะ ซึ่งบางทีเราก็มานั่งคิดเองว่า เรายุ่งเรื่องชีวิตเขา จุกจิกกับเขามากไปหรือเปล่า สุดท้ายก็ได้แต่บอกกับตัวเองว่า ให้เราปรับตัวเอง เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนใครได่ แต่เราปรับเข้าหากันได้ จากนั้นเราเลย พูดกับเขาตรงๆ ไปเลยในทุกเรื่องที่เราไม่ชอบใจ แต่เขากลับเงียบไม่ได้แสดงความเก้นของเขาเองเลย....
หลังจากนั้น เขาก็จะตั้งทำงานสองที่ คือเป็นพาร์ทไทม์ของห้องอาหาร แล้วเข้ารอบดึกของที่โรงแรม นี่คงเป็นช่วงที่เราเริ่มห่างกัน...
ซึ่งเขาจะไม่ค่อยได้กลับมานอนห้อง (เขาสามรถนอนห้องเบรกที่ทำงานได้) เพราะ เขาจะเริ่มเข้างานห้องอาหาร สามโมงเย็นถึงห้าทุ่ม แล้วจากห้าทุ่มถึงเจ็ดโมงเช้า ซึ่งแรกเราก็จะไปรับไปส่งเขาตลอด แต่หลังๆ มาเราก็ล้าก็เพลียเพราะเราทำงานรอบดึก(ควบรอบ.. หกโมงเย็นถึงตีสาม) ซึ่งหกโมงต้องตื่นไปรับ แล้วสามโมงต้องไปส่ง แล้วทำแบบนี้มาเป็นสัปดาห์ เราก็เลยให้เขายืมรถเพื่อนที่กลับห้อง ซึ่งบางทีเขาก็งอนเราในเรื่องนี้ แต่พูดกันเขาก็เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งเราสองคนไม่มีอะไรกันเลยเพราะเรื่องของแตงเน่า ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน มาจนถึงตุลา เป็นเวลาสามสัปดาห็กว่า ซึ่งนั้นก็เป็นช่วงที่เขาไม่กลับห้องเช่นกัน สุดท้ายเราสงสัยว่า เพราะอะไรถึงไม่อยากมีอะไรกันทั้งๆที่ แรกๆ ขยันมากกับเรื่องนี้ พอนั่งคิดเพราะตัวเราเรื่องมากหรือเปล่า แต่นั่นมันคือเรื่องความสะอาด มันจำเป็น... เราทะเลาะกันมากขึ้นแทบทุกวันเพราะ เราระแวงว่าเขามีคนอื่นในช่วงที่เขาไม่กลับห้อง.. แต่ทุกครั้งที่ไปที่ทำงานเขาก็จะเห็นเขาอยู่ที่ทำงานตลอดไม่ไปไหน ( แต่ใครจะรู้ว่า เขาเรียกใครมาหา หรือแอบไปหาใคร ตอนเรากลับแล้วหรือเปล่า ( เขาจะรู้เวลาเข้างานเลิกงานของเรา) นั้นคือสิ่งเราค่อยระแวง) สุดท้ายเราคุยกับเขาเรื่องนี้อีกครั้ง ซึ่งเขาบอกไม่มีใคร ไม่ได้ไปทำกับใครทั้งนั้น แต่เขาไม่อยากกับเราเพราะทะเลาะกันบ่อย
คำถามคือ แล้วไปทำยังไงถ้าเกิดความต้องการ สามสัปดาห์มันนานมากนะ เขาบอกเขาช่วยตัวเอง
คำถามต่อมาคือ แล้วทำในห้องน้ำที่ทำงานนี่อ่ะนะ เขาตอบเลี่ยงประเด็นแล้วอารมณ์เสียเปลี่ยนเรื่องคุยไปเลย
จากนั้นเราเลยจัดกันในวันนั้น แต่ที่แปลกใจคือ ทำไมน้ำมันน้อยจัง ซึ่งจากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นเวลา 15 วันแล้วที่ไม่อะไรกัน...
พีค พีค.....
เราไปเจออุปกรณ์เล่นยาไอซ์ ซึ่งมันเป็นอะไรที่ดูโปรมาก (มันทำเองนะ คิดว่า? เป็นขวดพลาสติก หลอดไฟตะเกียบถูกตัดออกหนึ่งห่วง ซึ่งมันถูกเชื่อมต่อมาอย่างดี ประมาณนี้) ซึ่งพอเราเจอแล้วเรามือไม้สั่น อยู่ไม่สุข ไม่ได้ดัดจริตแต่อย่างใด แต่ในชีวิตไม่เคยเลยจริงๆ กับเรื่องพวกนี้ ยิ่งคนใกล้ตัวแล้วไม่มีใครเล่นของพวกนี้ แต่ที่รู้เพราะเห็นในเน็ทมันก้มีเยอะ คิดในใจเลยว่าเลิกแน่ๆ ไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยงคุกเสี่ยงตาราง พยายามสงบใจ ณ เวลานั้น ขับรถมาทำงาน แต่พอคุยปรึกษากับเพื่อน ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เอาของนั้นไปคืนเขาซะ แล้วก็เลิกไปเลยกับคนแบบนี้ มันไม่คุ้มกัน วันดีคืนร้าย ดวงซวย พี่ตั้ม (ตำรวจ) มาขอตรวจรถตรวจฉี่ แล้วเจอจะทำยังไง ซึ่งเราก็เห็นว่ามันมีเหตุผลบนฐานความเป็นจริงอยู่ จึงกลับห้องเลย เอากระเป๋าไปคืนเขาแล้วก็ขอเลิกไปเลย...
เขาก็แสดงบทโลกสวย บอกเราว่าจะเอาไปทิ้งแล้วแต่ไม่มีโอกาสจะทิ้ง ( ทิ้งของหร๋อนั้น อุปกรณ์พร้อม ครบครัน ขาดแค่ยาที่เล่นมากกว่า) เราไม่ฟังอะำรที่เขาจะอธิบายแล้วในเวลานั้น พูดคำดียวว่า ฉันขอเคลียร์เรื่องเรื่องเดียว จะทิ้งไม่ทิ้งไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นคือ เล่นยา ซึ่งเราไม่เอาด้วย... แล้วเราก็กลับมาเลย โดยทิ้งให้เขายืนอยู่ตรงนั้นหน้าที่ทำงานเขา
จากนั้นเรามานั่งประมวลผลทุกๆเรื่องที่เขาไม่ค่อยกลับห้อง อ้างทำงาน นอนห้องเบรก เพราะเขาอยู่กับสิ่งนี้มาตลอด และที่ไม่มีอะไรด้วยกัน อาจจะเพราะเขาอาจจะไปเล่นกับพวกคนที่เขาเล่นด้วย (มั่วกันในวง)หรือเปล่า สรุปเราถามเขาทุกเรื่องที่สงสัย
คำตอบคือ 1. เล่นมานานหรือยัง ? เพิ่งจะเริ่มเล่นปลายเดือนกันยา เพื่อนชวนเห็นว่าทำงานหนักกลัวไม่ไหว
2. อุปกรณ์ใครเป็นคนทำ ? เพื่อนทำให้ (กูไม่เชื่อ คิดในใจ)
3. เราคนเดียวกับใคร? ไม่มีใคร เล่ยคนเดียว (กูไม่เชื่อ พวกเล่นยานี้ ตัวคันเลย ร้อยทั้งร้อย อันนี้รู้จากเน็ทที่เขาเล่นกันแล้วมักจะชวนกันมาทำสิ่งนี้ พวกแอ็พหาคู่
จากนั้นเราก็ไม่ฟังความจริงที่
ซึ่งตอนนี้ เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำทุกอย่างปกติ พยายามกลับห้องทุกวัน พยายามทำตัวให้เราเห็นว่า เขาไม่ไปเล่น เขาไม่มีใคร (แต่เราไม่เชื่อ) แต่ความรู้สึกเรามันขัดแย้งมาก สับสนไปหมด ระหว่าง เลือกความถูกต้องแต่ไม่ถูกใจ หรือจะเอาแค่ถูกใจก็ต้องอยู่กับคำว่า ระแวงต่อไป จริงๆ แล้วเราก็มีคำตอบว่า ไม่เอาแล้วกับคนแบบนี้ แต่บางทีคำว่าอภัย ไม่เป็นไร ให้โอกาส มักจะมาเสมอๆ ทุกครั้งที่เขาพยายามทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม จนบางทีเกือบลืมไปว่าสิ่งนี้มารุนแรงนะถ้าเกิดถูกจับ ถึงไม่เล่นกับเขาแต่โดนกับด้วยเช่นกัน
คำถาม.... ควรจะทำยังไงดีกับเคสนี้ ควรอภัย แล้วเริ่มต้นใหม่ หรือ หยุด แล้วเริ่มต้นชีวิตโสดอีกครั้ง
เล่าน้ำซะเยอะเลย เนื้อๆ มีนิดเดียว ขอโทษทุกท่านด้วยนะครับ แต่อยากขอความเห็นจากหลายๆคนที่ผ่านอะไรแบบนี้ หรือมีเรื่องราวใกล้เคียงมาแชร์ เพื่อจะได้ในหลายๆ แง่มุม ขอบคุณอีกครั้งนะครับ